บริการตรวจเช็คค่าความเป็นฉนวนของสาย hv & lv

บริการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าประจำปี และตรวจเช็คโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ถูกต้องตามหลักวิชาการ ใช้เครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐานรับรอง

ยินดีให้บริการ ติดต่อสอบถามได้ที่ 02 115 2033

Reliable Electrical Work
งานไฟฟ้า “ วางใจเรา “

การวัดค่าความเป็นฉนวนของสายไฟฟ้า

มักมีคำถามว่าสายไฟมีอายุการใช้งานได้นานแค่ไหน ปกติแล้วผู้ผลิตก็จะบอกว่าประมาณ 20-25 ปี แล้วแต่ลักษณะการใช้งาน จริงๆแล้วตัวนำหรือทองแดงในสายไฟนั้นจะใช้งานได้ยาวนาน แต่ส่วนที่จะเสียหายก่อน ก็คือฉนวนที่หุ้มตัวนำสายไฟนั้นอยู่ ซึ่งเมื่อฉนวนเสื่อมหรือหมดอายุการใช้งาน ก็จะไม่สามารถคงสภาวะการป้องกันไฟรั่วได้หรือทำให้สายเกิดลัดวงจร

แล้วอะไรที่ทำให้ฉนวนเสื่อมหรือหมดสภาพได้เร็วกว่าอายุปกติ นั้นก็คือการใช้สายไฟในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น ใช้ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าพิกัดของอุณหภูมิฉนวนที่ทนได้ (ฉนวนชนิด PVC จะทนอุณหภูมิที่ไม่เกิน 70 องศาเซียส และฉนวนชนิด XLPE จะทนอุณหภูมิได้ไม่เกิน 90 องศสเซลเซียส)

หรือใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่มีสารเคมี มีความชื้นสูง แบบนี้ก็ทำให้ฉนวนเสื่อมสภาพได้เร็ว แม้แต่การเลือกใช้ขนาดสายไฟฟ้าขนาดเล็กกว่าพิกัดกระแสโหลดที่สายไฟนั้นจ่ายอยู่ก็จะทำให้อุณหภูมิที่ตัวนำสายไฟสูงเกินค่าพิกัดสายได้ เช่นกัน

หรือวิธีการติดตั้งก็อาจจะทำให้ฉนวนสายไฟเสียหายได้ เช่น ตอนมีการดึงสายในท่อ อาจจะเกิดฉนวนสายไฟไปบาดกับคมขอท่อหรือกล่องเดินสายได้

หรือการเลือกใช้สายไฟผิดประเภท เช่น เลือกใช้สายที่ไม่มีเปลือกไป เดินใต้ดิน หรือเดินในรางเคเบิลและมีการกดทับของสายกับขอบรางหรือลูกขั้นของรางแบบนี้ก็อาจจะทำให้ฉนวนสึกหรือเสียหายได้เช่นกัน

ดังนั้นในการติดตั้งสายเสร็จจะต้องมีการทดสอบค่าความฉนวนของสายไฟ ว่าฉนวนของสายนั้นมีความเสียหายหรือไม่ หรืออยากทราบว่าสายที่ใช้อยู่นั้นฉนวนยังอยู่ในสภาพที่ยังใช้งานได้หรือไม่ มีวิธีการดูแบบเบื้องต้นคือ สีของฉนวนจะต้องไม่เปลี่ยนสีจากเดิม เช่น จากสีขาวเป็นสีเหลืองแบบนี้ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว หรือลองเอาเล็บมือไปกดที่ฉนวนแล้วฉนวนสายไฟมีลักษณะแข็ง หรือแตกร้าว ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว หากยังใช้งานต่อไปอาจจะเกิดการลัดวงจรของกระแสฟ้าเกิดขึ้นได้

แต่หากจะทดสอบตามมาตรฐานก็ทำได้ คือการป้อนแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (Vdc) เข้าไปที่สายไฟ โดยขนาดไม่เกินพิกัดแรงดันที่ใช้ในการทดสอบจะต้องไม่สูงกว่าแรงดันพิกัดของสายนั้น เช่น สายระบุว่าแรงดันใช้งานอยู่ที่ 500V ก็จะต้องทดสอบโดยใช้แรงดันไม่เกิน 500V ข้อควรระวังในการทดสอบจะต้องปลดสายทั้งสองฝั่งออกจากเบรกเกอร์ และโหลดที่ต่ออยู่ เพราะเรากำลังป้อนแรงดันเข้าไป 500V เข้าไปหากปลายสายมีการต่อโหลดอยู่จะทำให้โหลดเสียหายได้ และเรากำลังวัดค่าความเป็นฉนวนเฉพาะของสายไฟ ดังนั้นที่ปลายสายจะต้องปล่อยลอยไว้ ไม่สัมผัสกับวัสดุอะไรที่สามารถนำกระแสลงดินได้ โดยการทดสอบจะป้อนแรงดันเข้าไปเป็นคู่ เช่น R-S, S-T, T-R, R-N, S-N, T-N, R-G, S-G, T-G โดยปกติสายที่ไม่มีปัญหาก็จะค่าความต้านทานของฉนวนสูงเป็น 1 เมกะโอห์ม หรือ สูงกว่า บ้างครั้งอาจจะสูงจนเครื่องอ่านเป็นอินฟินิตี้ ก็คือสูงเกินค่าของเครื่องที่จะอ่านได้ ก็ให้บันทึกค่าสูงสุดของเครื่องไว้ในตาราง และตามมาตรฐาน IEC60364-6-61 สำหรับการทดสอบที่แรงดัน 500Vdc สายไฟที่ยังมีค่าความเป็นฉนวนอยู่ในค่าที่ย่อมรับได้คือไม่ต่ำกว่า 0.5 เมกะโอห์ม และที่ 1000Vdc ค่าที่ย่อมรับได้ต้องไม่ต่ำกว่า 1 เมกะโอห์ม (ตามตารางในรูป)

การป้อนแรงดันไฟฟ้าเข้าไปที่สายไฟก็เหมือนการป้อนแรงดันน้ำเข้าไปในท่อ หากมีจุดใดเสียหายท่อน้ำก็จะแตกหรือมีน้ำรั่วออกมา เช่นเดียวกับการทดสอบความเป็นฉนวนของสายไฟหากมีจุดใดฉนวนมีปัญหาก็จะทำให้เกิดกระแสไฟรั่วหรือวัดค่าความต้านทานของฉนวนได้ต่ำ หลักการของเครื่องทดสอบฉนวนก็คือ เราป้อนแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงไปที่คงที่ไปตกคร่อมสายไฟ แล้ววัดปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายไฟ โดยคำนวณจากกฎของโอห์มเพื่อหาค่าความต้านทานนั้น หากมีกระแสไฟรั่วเยอะก็จะทำให้ค่าความต้านทาน (Resistance) ที่วัดได้ต่ำ หากมีกระแสรั่วน้อยหรือฉนวนดีค่าความต้านทานที่วัดได้ก็จะออกมาสูง (R = V/I)