
การส่องสว่างด้วยไฟฟ้า นอกจากจะเป็นภาระไฟฟ้าที่สุงในอาคารหนึ่งๆ แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาระไฟฟ้ารวมของอาคาร โดยไปเพิ่มภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศอีกด้วย ดังนั้นจึงควรออกแบบและเลือกระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่ให้ประสิทธิผลในการส่องสว่าง ก่อให้เกิดความสบายแก่สายตา มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการใช้พื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีประสิทธิภาพดีในเชิงพลังงาน
ประเภทของหลอดไฟในระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
- หลอดอินแคนเดสเซนต์ หรือหลอดไส้ อาศัยหลักการผ่านของพลังงานไฟฟ้าเข้าไปยังไส้หลอดที่ทำด้วยทังสเตน
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลอดคายประจุความดันต่ำ ให้แสงสว่างโดยอาศัยการจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับหลอดไฟ แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมที่ปลายขั้วทั้ง 2 ข้าง จะกระตุ้นให้อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา และได้แสงสว่าง
- หลอดคายประจุความดันสูง มีหลักการกำเนิดแสงคล้ายกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่มีข้อแตกต่างมีหลักการคือ ภายในหลอดเผาไหม้ในขณะที่ใช้งาน หลอดจะมีความดันภายในที่สุง ซึ่งทำให้แสงที่เปล่งออกมามีพลังงานแสงที่หนาแน่นและให้แสงสว่างที่เจิดจ้า
หลักการในการส่องสว่าง
ระบบแสงสว่างต้องได้รับการออกแบบและติดตั้ง เพื่อให้การประกอบกิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้สภาพแวดล้อมทั่วๆ ไปของการมองเห็นมีความปลอดภัยและน่ารื่นรมย์ วิธีการให้แสงสว่างที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญของการออกแบบระบบแสงสว่างซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีคือ
- การให้แสงสว่างแบบมีความสว่างเกือบเท่ากันตลอดพื้นที่ เป็นการให้ความสว่างจากโคมไฟแสงสว่างที่ติดตั้งกระจายอย่างสม่ำเสมอตลอดพื้นที่เพดาน
- การให้แสงสว่างเฉพาะที่ โดยอาศัยหลักการที่แต่ะลพื้นที่ต้องการความสว่างไม่เท่ากันแล้วแต่ประเภทของกิจกรรม
- การให้แสงสว่างเฉพาะตำแหน่ง เป็นการให้แสงสว่างเสริมสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง
แนวทางการประหยัดพลังงานของระบบแสงสว่าง
- เลือกใช้หลอดไฟประสิทธิภาพสูง คือให้ปริมาณแสงสว่างมากแต่ใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ
- ติดตั้งวงจรควบคุมแสงสว่างเพิ่มขึ้นจะทำให้สามารถปิด – เปิดวงจรไฟฟ้าแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ได้สะดวก
- ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้มีการใช้พลังงานในระบบแสงสว่างอย่างมีประสิทธิภาพ
- โคมไฟทุกชนิดควรมีแผ่นสะท้อนแสงที่ดีมีผิวสะอาด มันเป็นเงาและต้องมีมุมสะท้อนที่ถูกต้อง
- ใช้ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ควบคุมระบบแสงสว่างในอาคารจะสามารถประหยัดพลังงานได้





